Perfect Skin Perfect Skin Perfect Skin Perfect Skin Perfect Skin

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไม่ใช่แค่โทรศัพท์ แต่ LG Optimus Vu II สามารถใช้เป็นรีโมตคอนโทรลได้ในตัว

images_13461571682

มาตามกระแสความแรงของ Samsung Galaxy Note II (Samsung Galaxy Note 2) เมื่อ LG ได้เผยฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน LG Optimus Vu II ซึ่งเป็น Phablet ภาคต่อจาก LG Optimus Vu ที่สามารถใช้เป็นรีโมตคอนโทรลได้ในตัว

images_13461571471

โดย LG Optimus Vu II จะมาพร้อมแอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า QRemote ที่จะทำการแปลงร่าง LG Optimus Vu II ให้กลายเป็นรีโมตคอนโทรลแบบ all-in-one ครับ โดยจะควบคุมการทำงานผ่านสัญญาณอินฟราเรดนั่นเอง ซึ่งทาง LG ได้ทำการทดสอบกับโทรทัศน์กว่า 300 ยี่ห้อ ทั้งในประเทศเกาหลีใต้ และต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพบว่า สามารถใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาครับ

อย่างไรก็ดี สเปคอื่นๆ ของ LG Optimus Vu II ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา นอกเหนือจากแอพพลิเคชั่นตัวดังกล่าว โดยคาดว่า LG Optimus Vu II จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเกาหลีใต้ ประมาณเดือนหน้าครับ

Google เผย คดีสิทธิบัตรระหว่าง Apple กับ Samsung ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อบริษัท

images_13461607131

หลังจากเสร็จสิ้นการตัดสินคดีละเมิดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ ที่ Samsung ถูกตัดสินว่า ละเมิดสิทธิบัตรของ Apple ไปจริง ทำให้ผลิตภัณฑ์หลายรุ่นของ Samsung ต้องถูกระงับการจำหน่ายไป ซึ่งไม่เพียง Samsung จะได้รับความเสียหายจากจุดนี้เพียงฝ่ายเดียว แต่หลายคนมองว่า อีก 1 บริษัทที่น่าจะได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน ก็คือ Google ครับ เนื่องจากแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนของ Samsung ที่โดนระงับการจำหน่ายนั้น ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เสียส่วนใหญ่

ล่าสุด Google ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ผลการพิพากษาดังกล่าว ไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อ Google เลยแม้แต่นิดเดียวครับ สมมติว่า ทาง Samsung ยื่นอุทธรณ์แล้วเกิดชนะคดีขึ้นมา ก็ไม่มีผลกระทบอะไรเช่นกัน โดยสิ่งที่ Google เน้นมากที่สุดในตอนนี้ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคนั่นเอง

เห็นว่า Samsung จะยื่นอุทธรณ์เรื่องนี้ด้วย คดีนี้ยืดเวลาได้อีกยาวครับ

อัพเดทข่าวล่าสุด เกี่ยวกับ ไอโฟน 5 (iPhone 5)

images_13461679281

หลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้นครับ ไอโฟนรุ่นใหม่ หรือ ไอโฟน 5 (iPhone 5) ก็จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว แน่นอนว่าที่ผ่านมา หลายๆ ท่านคงจะได้เห็นภาพหลุด ทั้งชิ้นส่วนภายใน ชิ้นส่วนภายนอก จนเอียนกันไปข้างหนึ่งแล้วอย่างแน่นอน คราวนี้ ขอเปลี่ยนบรรยากาศซักเล็กน้อย มาเป็น บทสรุปสเปคอย่าง (ไม่) เป็นทางการ ของ ไอโฟน 5 (iPhone 5) กันบ้าง

และก็เหมือนทุกๆ ปีครับ ผลิตภัณฑ์ชื่อดังของ Apple ทั้ง iPhone หรือ iPad มักจะมีภาพหลุด และสเปคก่อนเปิดตัวจริงเสมอ และที่สำคัญ ภาพและสเปคดังกล่าว มักจะเป็นความจริงถึง 90% เลยทีเดียว มาดูกันสเปค ถ้าหาก ไอโฟน 5 (iPhone 5) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 กันยายนนี้ จริงแล้วล่ะก็ ควรจะมีสเปคเป็นอย่างไร

การออกแบบ

สิ่งสำคัญ ที่ทำให้ ไอโฟน 5 (iPhone 5) มีความน่าสนใจไม่น้อยกว่าซีพียู ก็คือ การออกแบบตัวเครื่องนั่นเองครับ เพราะเหตุใด การออกแบบ ไอโฟน 5 (iPhone 5) จึงเป็นที่น่าจับตามองนัก เป็นเพราะว่า การเปิดตัว ไอโฟน 4S (iPhone 4S) ในครั้งก่อน กลับมีบอดี้ที่เหมือนกับ iPhone 4 นั่นเองครับ ฉะนั้น การที่ ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะมีทั้งขนาด และการออกแบบที่เหมือนกับ ไอโฟน 4S (iPhone 4S) คงไม่ใช่สิ่งที่ Apple ควรจะทำเท่าไหร่ จึงได้รับการฟันธงว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะต้องมีการออกแบบที่แตกต่างไปจาก ไอโฟน 4S (iPhone 4S) อย่างแน่นอน images_13461680011

 

แต่คำถามที่ตามมาก็คือว่า แล้ว ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะออกแบบให้แตกต่างจาก ไอโฟน 4S (iPhone 4S) ในส่วนใดได้บ้าง คำตอบแรกก็คือ ขนาดหน้าจอครับ โดยการรายงานข่าวหลากสำนักที่ผ่านมา ต่างเชื่อว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น จากเดิม 3.5 นิ้ว เป็น 4 นิ้ว ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะมองว่า ยังเล็กไปถ้าหากเทียบกับขนาดหน้าจอของสมาร์ทโฟนที่วางจำหน่ายในท้องตลาดในปัจจุบัน แต่คาดว่า Apple คงจะวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีแล้วว่า หน้าจอขนาด 4 นิ้ว เหมาะสมกับ ไอโฟน 5 (iPhone 5) มากที่สุดนั่นเองครับ

นอกจากนี้ ไอโฟน 5 (iPhone 5) ยังใช้เทคโนโลยีแบบ in-cell ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น มาใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตหน้าจอ ไอโฟน 5 (iPhone 5) โดยปกติแล้ว สมาร์ทโฟนทั่วๆ ไป จะใช้เทคโนโลยีแบบ on-cell ครับ แต่เทคโนโลยีแบบ in-cell นี้ จะช่วยทำให้หน้าจอ ไอโฟน 5 (iPhone 5) บางลงได้มาก เนื่องจากตัว touch sensors นั้น มาอยู่รวมกับ color filters แทน ซึ่งถ้าหากเป็นสมาร์ทโฟนปกติ ตัว touch sensors จะอยู่ด้านบนครับ ฉะนั้น เทคโนโลยีแบบ in-cell จะช่วยทำให้ Apple ลดความบางของหน้าจอลงได้ แถมมีน้ำหนักเบา โดยที่ไม่จำเป็นต้องลดสเปคในส่วนอื่นๆ

images_13461680501

จากภาพ mock up ไอโฟน 5 (iPhone 5) ที่เห็นกันโดยทั่วไปจะพบว่า กรอบด้านหน้านั้น ยังคงคล้ายกับ ไอโฟน 4S (iPhone 4S) แต่กรอบด้านหลัง จะมีการออกแบบที่เปลี่ยนไป โดยจะมีความแตกต่างกันอยู่ 2 จุดคือ ตรงกลางเครื่อง จะเป็นอะลูมิเนียมขัด หรือไม่ก็ Liquid metal ส่วนด้านบนและด้านล่าง คาดว่า น่าจะเป็นพลาสติก หรือไม่ก็กระจก ซึ่งเป็นดีไซน์แบบ Two-tone นั่นเอง ก็ดูเท่ห์ไปอีกแบบครับ

ระบบประมวลผล

สำหรับซีพียู หรือระบบประมวลผลบน ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น ว่ากันว่า จะมีการเปลี่ยนมาใช้ซีพียูแบบ Quad-core Processor ชิปเซ็ท Apple A6 ครับ สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงบน ไอโฟน 4S (iPhone 4S) ที่เปลี่ยนชิปเซ็ทจากเดิม Apple A4 มาเป็น Apple A5 และ The new iPad (iPad 3) ที่เปลี่ยนจาก Apple A4 มาเป็น Apple A5X ฉะนั้น มีความเป็นไปได้ที่ ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะเปลี่ยนมาใช้ Apple A6 ซึ่งเป็นซีพียูแบบ Quad-core Processor ได้เช่นกัน

เครือข่าย 4G LTE

หลังจากที่มีปัญหาเรื่องเครือข่าย 4G บน The new iPad (iPad 3) ในประเทศออสเตรเลีย ที่ผู้ใช้งานไม่สามารถเลือกใช้งานเครือข่าย 4G ได้ตามโฆษณา จนกลายเป็นคดีฟ้องร้องและเสียค่าปรับกันไป จึงมีความเป็นไปได้ที่ Apple อาจจะ hold เรื่องการรองรับเครือข่าย 4G LTE บน ไอโฟน 5 (iPhone 5) เอาไว้ก่อน หรือไม่ก็อาจจะมี แต่เป็นการระบุเป็นประเทศๆ ไปว่า ประเทศใดสามารถใช้งานเครือข่าย 4G LTE บน ไอโฟน 5 (iPhone 5) ได้บ้าง

Dock connector แบบใหม่ images_13461681091

กลายเป็นเรื่องที่ฮือฮาอย่างมาก เมื่อมีข่าวว่า Apple จะเปลี่ยนมาใช้ Dock connector แบบใหม่จากเดิม 30-pin เหลือ 8-pin เพื่อเป็นการลดพื้นที่ และเป็นส่วนช่วยทำให้ตัวเครื่องบางลงได้ ซึ่งนอกจาก Dock connector จะมีการปรับขนาดลงแล้ว ในส่วนของช่องสำหรับหูฟัง ได้ย้ายจากด้านบน มาไว้ด้านล่างตัวเครื่องด้วย

แน่นอนว่า การเปลี่ยน Dock connector เป็นแบบใหม่นี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ คือ ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมครับ เพราะต้องผลิตใหม่ทั้งหมด แต่ก็ไม่แน่ว่า Apple เอง น่าจะเปิดตัวหัวแปลง Dock ด้วยเช่นกัน เพราะคงไม่ดีแน่ถ้าหากต้องให้ผู้บริโภค เปลี่ยนอุปกรณ์เสริมแบบยกเซ็ท

กล้อง

สำหรับบทสรุปของความละเอียดเซนเซอร์บน ไอโฟน 5 (iPhone 5) ยังไม่มีแหล่งข่าวใดยืนยันได้ว่า Apple จะมีการปรับความละเอียดไปจากเดิมหรือไม่ แต่ถ้าจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ บนกล้อง ไอโฟน 5 (iPhone 5) ที่จะช่วยให้การถ่ายภาพดีขึ้นกว่าเดิมเสียมากกว่า ส่วนความละเอียดนั้น น่าจะอยู่ระหว่าง 8-10 ล้านพิกเซลครับ

ฟีเจอร์อื่นๆ

ในส่วนของฟีเจอร์ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ก็คือ ซิมการ์ดครับ คาดกันว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะมีการเปลี่ยนจาก microSIM มาใช้ nanoSIM ซึ่งมีขนาดที่เล็กกว่าเดิมมาก และช่วยประหยัดพื้นที่ของฮาร์ดแวร์ภายในด้วย ส่วนแบตเตอรี่นั้น จะมีการใช้แบตเตอรี่แบบใหม่ เพื่อรองรับทั้งซีพียูแบบ Quad-core Processor รวมไปถึงการรองรับเครือข่าย 4G LTE ด้วยเช่นกัน (ถ้ามี)

ราคา

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Dog Caller น้องหมาก็ส่ง SMS ถึงคุณได้

dog-caller-let-dog-sends-SMS-to-you-2

Dog Caller เป็นผลงานการออกแบบโดยบริษัท Toronto Humane Society ทีทำให้สุนัขของคุณสามารถส่งข้อความถึงคุณได้ แม้ว่ามันจะถูกทิ้งไว้ที่บ้าน หรือในรถยนต์ก็ตาม ส่วนประกอบของ Dog Caller ก็จะมีปลอกคอ ซิมการ์ด เซ็นเซอร์ตราวจจับอุณหภูมิ (thermister) และ LED ด้วยอุปกรณ์แค่นี้ คุณสามารถตรวจสอบอุณหภูมิของน้องหมาของคุณจากที่ไหนก็ได้ โดยปลอกคอ Dog Caller จะส่งข้อความ SMS ถึงคุณ เมื่อใดก็ตามที่สุนัขอยู่ในที่ร้อนเกินไปจนอันตรายต่อชีวิต หรือสุขภาพของมัน เพื่อว่า คุณจะได้พามันออกจากที่นั้นก่อนที่มันจะแย่ลงไป

 

dog-caller-let-dog-sends-SMS-to-you-3

ไอเดียเรียบง่าย แต่อาจจะโดนใจคนรักสุนัขหลายๆ คน โดยเฉพาะใครที่เลี้ยงพันธุ์บุลด็อก ที่สามารถเสียชีวิตได้จากความร้อนที่มากเกินไป ทางบริษัทคาดว่าจะสามารถผลิต และวางจำหน่ายได้ในปี 2013 สนนราคาอยู่ที่ 20 เหรียญฯ หรือประมาณ 600 บาท จำได้ว่า สามปีก่อน มันมีแก็ดเจ็ตของ Takratomy ชื่อ Bowlingual ที่ออกแบบเป็นปลอกคอเหมือนกัน สามารถตีความจากเสียงที่เห่า เพื่อส่งเป็นข้อความเข้าอุปกรณ์ภาครับ (น่าจะพัฒนาให้เป็นแอพฯ บนไอโฟนนะ :D) ทีอยู่กับเจ้าของ เราก็จะรู้ถึงอารมณ์ของมันขณะนั้น นี่ถ้ารวม Dog Caller กับ Bowlingual เข้าด้วยกัน และทำงานร่วมกับแอพฯ บนไอโฟน น่าจะขายดีนะครับ :D

ภาพหลุด iPhone 5 เผยคุณสมบัติใหม่?

อีกแค่ไม่กี่สัปดาห์ iPhone รุ่นใหม่ หรือ iPhone 5 ที่หลายๆ คนต่างรอคอยก็จะได้ฤกษ์เปิดตัวกันแล้ว ซึ่งก็แน่นอนเสียเหลือเกินที่ยิ่งใกล้วันก็ยิ่งจะมีการปล่อยข่าว และภาพหลุดออกมาให้ได้เห็นกันอีก โดยล่าสุดมีภาพด้านหลังหน้าจอสัมผัส iPhone 5 โผล่ออกมาว่อนเน็ต แต่ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือที่ด้านบนของมันมีการติดตั้งชิปที่แหล่งข่าวคาดว่า มันน่าจะเป็นชิป NFC (Near Field Communication) ที่ใช้สำหรับฟังกชัน กระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet)

สำหรับตำแหน่งของชิปลึกลับที่ปรากฎอยู่ในภาพจะอยู่ถัดจากกล้องหน้า โดยภาพของชิปดังกล่าว เมื่อพิจารณาแล้ว รูปร่างของมันคล้ายกับชิป NFC อีกทั้งยังอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับภาพในสิทธิบัตรที่ทาง Apple ได้เคยจดไว้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ภาพหลุดเหล่านี้ ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า มันเป็นของจริงที่เชื่อถือได้ หรือไม่? เพราะเรื่องของการปกปิดความลับเกียวกับผลิตภัณฑ์ต้องยกนิ้วให้แอปเปิ้ล หลังจากที่ได้รับบทเรียนจากการที่พนักงานลืม iPhone 4 ไว้ในผับครั้งนั้น

iPhone-5-leaked-photo-show-NFC-chip-2

อย่างไรก็ตาม หากแอปเปิ้ลติดตั้งชิป NFC เข้าไปใน iPhone รุ่นใหม่จริง นั่นเท่ากับว่า แอปเปิ้ลกำลังเปิดศึกกับ Google Wallet และยังเป็นการเปิดตลาดให้เทคโนโลยีนี้ได้มีการใช้จริงจังมากขึ้น ซึ่งอย่างที่ทราบดีว่า Passbook แอพฯ สำหรับการชำระค่าสินค้าใน iOS 6 แต่มันเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการในการเปลี่ยน iPhone ให้กลายเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคงจะเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับการเปิดตัว iPhone 5

iPad 7.5 นิ้ว น่าจะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า iPad mini และขายหลัง iPhone 5

1881_120827163730tM

หลังที่มีข่าวลือมานานหนาหูอย่างต่อเนี่อง ว่า Apple จะทำ iPad ที่มีขนาดจอ 7.5 นิ้ว แต่ก็ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการซักทีวันนี้ ทางเว็บ Macotakara เจ้าเดิม ก็ได้ออกมาฟันธงเองเลยครับว่า iPad จอ 7.5 นิ้วนั้น จะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า iPad mini อย่างที่พวกเราๆ เรียกกันแต่แรกนี่แหละครับ โดยโลโก้ iPad จะถูกแปะไว้ด้านหลังเช่นเดียวกับโลโก้ iPod ของ iPod nano และ iPod touch ซึ่งก็หมายความว่าสินค้าตัวใหม่นี้จะทำตลาดภายใต้แบรนด์ iPad นั่นเอง

ส่วนการวางขาย Apple เองจะจัดงานเปิดตัวให้ iPhone ตัวใหม่ก่อน แล้วค่อยเปิดตัว iPad mini ทีหลัง เพราะว่า Apple ไม่อยากให้สินค้าใหม่สองตัวนี้ แย่งพื้นที่สื่อกันเอง เพราะเป็นตัวที่คนให้ความสนใจกันเป็นอย่างสูงทั้งคู่ 

มีข่าวเสริมด้วยครับ ว่า  iPod nano รุ่นต่อไปจะมี Wi-Fi เพื่อรองรับ iTunes in the Cloud ในการดาวน์โหลดเพลง หนัง และรายการทีวีที่ซื้อไว้แล้วนั่นเอง 

ซึ่งยังไงชาวบ้านตาดำๆอย่างพวกเราก็คงต้องรอต่อไปอีกอยู่ดีครับ  T T

หลุด Sony VAIO Duo 11

1890_12082816184941

หลังจากที่ MicroSoft เปิดตัว Windows Surface แท็บเล็ตลูกผสมที่มาพร้อม Dock ที่ทำให้แปลงเป็น NoteBook ได้ ก็ทำให้ผู้ผลิตหลายรายเริ่มขยับตัวเตรียมออกผลิตภัณฑ์แบบ Windows Surface กันแล้ว

หนึ่งในนั้นก็มีผู้ผลิต Notebook ระดับไฮเอนด์อย่าง Sony ที่ขยับตัวรับอีกก้าวของเทคโนโลยีทันที โดยมีภาพหลุด VAIO รุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Duo 11

1890_1208281618472f

แต่ว่ายังไม่มีรายละเอียดของสเป็คว่าจะแรงขนาดไหน เรารู้แค่ว่าไม่ได้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows RT แต่ใช้ Windows 8 เลยครับ ต้องรอรายละเอียดที่น่าจะมีหลุดออกมาอีกอย่างแน่นอนในภายหลังครับ 1890_1208281618518y

Samsung Galaxy Player 5.8 เครื่องเล่นมัลติมีเดียแบบพกพา เปิดตัวแล้วที่เกาหลีใต้

images_13460558891

เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว กับ Samsung Galaxy Player 5.8 เครื่องเล่นมัลติมีเดียแบบพกพา ที่เคยมีภาพหลุดออกมาก่อนหน้านั้น โดยการออกแบบของ Samsung Galaxy Player ในครั้งนี้ คล้ายกับ Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) ครับ แต่มีขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าถึง 5.8 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich และแน่นอนครับ Samsung Galaxy Player 5.8 โทรออกไม่ได้

มาดู สเปค Samsung Galaxy Player 5.8 กันเสียหน่อย

- หน้าจอขนาด 5.8 นิ้ว แบบ TFT-LCD Touchscreen (qHD) ความละเอียด 540 x 960 พิกเซล
- ซีพียูแบบ Dual-core Processor ความเร็ว 1GHz
- ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich
- กล้องด้านหน้า ความละเอียดระดับ VGA
- กล้องด้านหลัง ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล
- RAM ขนาด 1GB
- หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง ขนาด 16GB และ 32GB รองรับ microSD card
- รองรับ Wi-Fi, Bluetooth, GPS
- แบตเตอรี่ขนาด 2500 mAh

갤럭시3(국내)

images_13460559183

images_13460559274

Samsung ปล่อยภาพปริศนา แท็บเล็ต Windows 8 รองรับคีย์บอร์ดแยก และปากกา พร้อมเปิดตัวในงาน IFA 2012 ปลายเดือนนี้

images_13460635111

นอกเหนือจากงาน Samsung Unpacked ซึ่งจัดขึ้นก่อนหน้างาน IFA 2012 เพียงแค่วันเดียว จะมีการเปิดตัว Samsung Galaxy Note II (Samsung Galaxy Note 2) แล้ว ดูเหมือนว่า ในงาน IFA 2012 ซัมซุง (Samsung) จะอาจจะมีการเปิดตัวไฮไลท์เด็ดๆ หลายตัวเลยเช่นกันครับ โดยล่าสุดนั้น ซัมซุง ได้ปล่อยภาพทีเซอร์ Windows 8 tablet ตัวใหม่ โดยมีข้อความสั้นๆ ว่า Ready to be smart? และลงท้ายด้วยคำว่า IFA 2012, Berlin ซึ่งเป็นการยืนยันเลยว่า Windows 8 tablet ตัวนี้ จะเปิดตัวในงาน IFA 2012 ปลายเดือนนี้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี แท็บเล็ต Windows 8 ตัวดังกล่าว คล้ายกับ Samsung Series 5 Hybrid ที่เคยโชว์ตัวไปแล้ว ในงาน Computex 2012 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีทั้ง keyboard dock ที่สามารถแยกออกได้ มีช่องใส่ปากกา Stylus และหน้าจอขนาด 11 นิ้ว ซึ่งภายในงาน เราคงได้ทราบกันอีกครั้งหนึ่งว่า เป็นตัวเดียวกันหรือไม่

5 ความเชื่อแบบผิดๆ เกี่ยวกับการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ บนแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน

images_13460700541

กลับมาอีกครั้ง กับบทความดีๆ มีประโยชน์ โดยทีมงานเว็บไซต์เทคโมบล็อค ในสัปดาห์นี้ครับ โดยในครั้งนี้ ขอนำเสนอวิธีการช่วยประหยัดพลังงานของแบตเตอรี่ บนอุปกรณ์ไฮเทค อย่างสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตกันบ้าง แน่นอนว่า หลายๆ ท่านคงจะเคยได้ยินเทคนิค หรือวิธีการช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่กันมาบ้างแล้ว รวมไปถึงสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่ลดฮวบๆ ซึ่งได้แก่ การเปิด Wi-Fi บ้าง เปิด 3G บ้าง หรือการเปิดหน้าจอที่สว่างมากเกินไป เป็นต้น

แต่เมื่อขึ้นชื่อว่า สมาร์ทโฟน การที่เราจะมานั่งประหยัดแบตเตอรี่ ด้วยการปิดการรองรับเครือข่าย 3G ขอแนะนำว่า ให้ไปใช้ ฟีเจอร์โฟน (Feature phone) จะดีกว่าครับ เพราะเมื่อใช้สมาร์ทโฟนแล้ว เราควรจะใช้งานกันอย่างเต็มที่ตามความสามารถของมัน โดยที่ไม่ต้องกลัวว่า แบตเตอรี่จะหมดลงแต่อย่างใด อยากเล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต แชท ดู Facebook ก็ทำได้ตามใจชอบ ดีกว่าซื้อสมาร์ทโฟนมา แล้วใช้แค่รับสาย กับโทรออก เพราะกลัวแบตจะหมด แบบนี้ก็ดูไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ครับ

มาดูกันว่า วิธีการที่ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ทั้ง 5 ข้อนี้ สามารถช่วยได้จริงหรือไม่

1) การปิด Wi-Fi, 3G, GPS และ Bluetooth จะทำให้ตัวเครื่องใช้พลังงานน้อยลง

images_13460690671

จริงๆ แล้ว ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ เพราะสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่มีระดับที่ลดลงขณะใช้งานนั้น ไม่ได้อยู่ที่การเปิด Wi-Fi หรือ 3G แต่อยู่ที่การเปิดแอพพลิเคชั่นที่กำลังใช้งานอยู่ใน backgroud mode นั่นเอง ฉะนั้น แทนที่จะประหยัดแบตเตอรี่ด้วยการปิด Wi-Fi หรือ 3G ให้หันมาเช็คที่ตัวแอพพลิเคชั่นแทนครับ พยายามเลือกลงแอพพลิเคชั่นที่จำเป็นต่อการใช้งานจะดีกว่า

2) ใช้โปรแกรม Task manager ปิดแอพพลิเคชั่นที่ไม่ต้องการ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ images_13460693532

ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ iOS, Android หรือ Windows Phone ต่างก็ถูกออกแบบให้มีระบบการจัดการในตัวเองอยู่แล้ว ฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรม task manager เพื่อปิดแอพพลิเคชั่น ที่จะเป็นการสูบแบตเตอรี่ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ การใช้ task manager เพื่อเพิ่มอายุของแบตเตอรี่ จึงเป็นความคิดที่ผิดครับ

3) การใช้ Live Wallpapers เป็นสาเหตุทำให้แบตเตอรี่ลดฮวบฮาบ

images_13460695321

สำหรับท่านที่ใช้อุปกรณ์ Android จงภูมิใจเถิดครับ ที่ระบบปฏิบัติการ Android นั้น มี Live Wallpaper สวยๆ ให้ใช้ ในขณะที่ OS อื่นๆ ไม่มี เพราะจากการคำนวณ การใช้ Live Wallpaper นั้น ทำให้แบตเตอรี่ลดลงแค่ 2% เท่านั้น มีของดีอยู่ในมือ ควรใช้ให้คุ้มนะครับ

4) ปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงไปก่อน แล้วค่อยชาร์ต

images_13460697091

จริงๆ แล้ว หลักการที่ว่า ก่อนที่จะชาร์ตแบตเตอรี่ ควรจะใช้ให้หมดเกลี้ยงไปก่อนแล้วค่อยชาร์ตนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแบตเตอรี่แต่ละเจ้าครับ ถามว่า จำเป็นต้องทำทุกครั้งหรือไม่ คำตอบคือ ไม่จำเป็น "แต่" มีคำแนะนำว่า ควรจะทำแบบนี้ซักเดือนละหน เพื่อช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่ครับ

5) การเปิดระบบปรับความสว่างของหน้าจอแบบอัตโนมัติ จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ images_13460697811

ถามว่า วิธีการนี้ ช่วยทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้หรือไม่ คำตอบคือ ช่วยได้ครับแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทางที่ดีก็คือ ปรับความสว่างของหน้าจอแบบ manual ให้เหมาะสมกับการใช้งานจะดีกว่า แล้วค่อยเปลี่ยนมาใช้แบบ auto กรณีที่ต้องอยู่ในที่แสงจ้า เพราะระบบปรับความสว่างของหน้าจอแบบอัตโนมัติ จะช่วยปรับระดับความสว่าง ให้เหมาะกับการใช้งานมากที่สุดนั่นเองครับ มืดไปก็ไม่ดี สว่างไปก็ไม่ดี สายตาเสียนะครับ

โซนี่ เผยโฉมสุดยอดสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์แห่งปี พร้อมเปิดตัว Xperia acro S สมาร์ทโฟนกันน้ำกันฝุ่นเครื่องแรกในไทย

images_13460765941

บริษัท โซนี่ โมบายล์ คอมมิวนิเคชั่น (ประเทศไทย) เผยโฉมสุดยอดสมาร์ทโฟนแห่งปี พร้อมเปิดตัว Xperia™ acro S สมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์เครื่องแรกของไทยที่พกพาคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว ป้องกันน้ำ และป้องกันฝุ่นละอองได้เป็นอย่างดี ด้วยหน้าจอป้องกันรอยขีดข่วนขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียด 1280x720 พิกเซล และจอแสดงผลแบบ Mobile BRAVIA® Engine และระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich ระบบประมวลผล CPU 1.5 GHz Dual Core รวมถึงรองรับกับเครือข่าย 3G ได้ทั้ง 2 ค่ายคือ 850/900/1700/2100 Mhz

นอกจากนี้ Xperia™ acro S ยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นการถ่ายภาพเคลื่อนไหวด้วยกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมระบบออโต้โฟกัสและแฟลช ผสมผสานกับเทคโนโลยี Exmor-R™ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใช้ในการถ่ายภาพในที่แสงน้อย อีกทั้งยังสามารถเก็บรายละเอียดของภาพในที่มืดได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมด้วยกล้องหน้าที่มีความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวขนาด 720p และรองรับไฟล์ MP4 , MKV, AVI ได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถถ่ายภาพแบบ 3D Sweep Panorama ได้อีกด้วย รองรับ Wi-Fi™ / Bluetooth™ และวิทยุ FM รวมถึงให้คุณได้แชร์ภาพวีดีโอและเสียงเพลงแบบไร้สายผ่าน Micro HDMI เข้ากับทีวีได้ และยังให้คุณได้เต็มอิ่มกับทุกๆความบันเทิงหน่วยความจำภายในเครื่องถึง 16GB และสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 32GB รวมถึงให้คุณท่องโลก Social Network อาทิ Facebook™ , Twitter™, Google Talk™ , Line , Whatapp และ Skype™ ได้อีกด้วย

รุ่น Xperia™ acro S วางจำหน่ายแล้วในราคา 17,990 บาท ตัวเครื่องมี 2 สี คือสีดำ และ สีขาว โดยผู้สนใจสามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือโซนี่ทั่วประเทศ ร้าน Power Buy , ร้าน TG Phone ,ร้านซินเน็ค และ ร้าน Jay Mart หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทาง www.facebook.com/sonymobileth

แอลจีส่งตรงประสบการณ์ความบันเทิงสมบูรณ์แบบด้วย LM6690 CINEMA 3D Smart TV และบลูเรย์สามมิติ BP620 พร้อมจัดโปรโมชั่นสุดเร้าใจกับ Love 3D Love LG

images_13460769531

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำเสนอชุดโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์สามมิติสุดล้ำกับ LM6690 CINEMA 3D Smart TV โดดเด่นด้วยนวัตกรรมแห่งดีไซน์แบบ CINEMA SCREEN ที่มาพร้อมตัวเครื่องสีขาวสวยสะกดทุกสายตา มอบภาพสามมิติคมชัด สีสันสมจริง ปราศจากปัญหาภาพกะพริบ และเพิ่มอรรถรสความบันเทิงภายในบ้านให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยเครื่องบลูเรย์สามมิติ BP620 ที่สามารถรองรับไฟล์ได้หลากหลายประเภท ทั้งยังรองรับการแชร์และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์รวมถึงคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ แอลจียังจัดโปรโมชั่น “Love 3D Love LG” มอบแพ็คเกจสุดพิเศษ เอาใจลูกค้าให้ได้สัมผัสกับเทคโนโลยีสามมิติและสมาร์ททีวีของแอลจีได้อย่างครบครัน ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 ตุลาคมศกนี้เท่านั้น

LM6690 CINEMA 3D Smart TV ผสานเทคโนโลยีและดีไซน์ที่เหนือระดับแบบ CINEMA SCREEN กรอบทีวีบางเฉียบ ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมภาพสามมิติได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดดเด่นด้วยตัวเครื่องสีขาวสวยสะกดทุกสายตา มอบภาพคมชัด สีสันสวยสมจริงในทุกมิติ ปราศจากปัญหาภาพกะพริบ โดยสามารถแปลงคอนเทนต์สองมิติให้เป็นภาพสามมิติคุณภาพสูง พร้อมปรับระดับความลึกของภาพสามมิติได้สูงสุดถึง 20 ระดับ ควบคุมคุณภาพและความคมชัดด้วยชิพประมวลผลภาพอัจฉริยะ Triple XD Engine อีกทั้งยังมีเซนเซอร์ปรับระดับคอนทราสต์ ความสว่างและสีของภาพแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ LM6690 CINEMA 3D Smart TV ยังเอาใจคอเกมด้วยฟีเจอร์ Dual Play ให้สนุกกับการเล่นเกมได้อย่างเต็มอารมณ์ โดยผู้เล่นสามารถเล่นเกมได้สองคนในเวลาเดียวกันแบบเต็มหน้าจอได้อย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมฟีเจอร์ Smart TV ที่เชื่อมต่อโลกออนไลน์อย่างไร้ขีดจำกัด และเพิ่มความสะดวกสบายด้วย Magic Remote ที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับสรีระมือของผู้ใช้งาน จึงใช้งานง่ายสะดวกเสมือนเม้าส์ไร้สาย

แอลจีเติมเต็มความบันเทิงภายในบ้านให้ลงตัวมากยิ่งขึ้นด้วยเครื่องบลูเรย์สามมิติ BP620 ด้วยความสามารถในการรองรับแผ่นและไฟล์ได้หลากหลายประเภท นอกจากนี้ยังนำเสนอคอนเทนต์คมชัดผ่านระบบ Full HD พร้อมอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อีเล็คทรอนิคส์ต่างๆ ผ่านช่องทาง DLNA และ CIFS ผู้ใช้ยังสามารถเล่นไฟล์ภาพยนตร์ที่ต้องการจาก External HDD ได้โดยตรงผ่านการเชื่อมต่อ USB เครื่องบลูเรย์สามมิติ BP620 สามารถทำงานผสานร่วมกับทีวีสามมิติรุ่น LM6690 CINEMA 3D Smart TV ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านช่องสัญญาณ HDMI

นอกจากนี้ แอลจีจัดโปรโมชั่น “Love 3D Love LG” มอบแพ็คเกจสุดพิเศษ เมื่อซื้อ LG CINEMA 3D Smart TV รุ่นที่เข้าร่วมรายการ รับของสมนาคุณมากมาย อาทิ ชุดบลูเรย์โฮมเธียเตอร์สามมิติ กล้องวิดีโอสามมิติ เครื่องเล่นบลูเรย์สามมิติ เซ็ทแว่นตา สามมิติ แว่น Dual Play และ Magic Remote เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ต่างๆ ทั้ง แอลอีดี แอลซีดี พลาสม่าทีวี ชุดโฮมเธียเตอร์สามมิติ และเครื่องเล่นบลูเรย์สามมิติในราคาสุดพิเศษให้เลือกอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 ตุลาคม ศกนี้ ณ ตัวแทนจำหน่ายแอลจีทั่วประเทศ

แอลจี LM6690 CINEMA 3D Smart TV มีให้เลือกสองขนาดคือ 32 นิ้ว ราคา 25,990 และ 42 นิ้ว ราคา 35,990 บาท และเครื่องเล่นบลูเรย์สามมิติ BP620 ราคา 6,990 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือ www.lg.com/th

คุณสมบัติของ LM6690 CINEMA 3D Smart TV

· ระบบ 3 มิติแบบ CINEMA 3D ให้ภาพคมชัด สีสันสวยสมจริงในทุกมิติ สบายตา ปราศจากปัญหาภาพกะพริบ
· Smart TV รองรับการเชื่อมต่อคอนเทนต์และแอพพลิเคชั่นชั้นนำทั่วโลกผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ท
· Home Dashboard หน้าจอเมนูหลักใช้งานง่ายและปรับแต่งได้ตามความต้องการ
· Built-in WiFi รองรับสัญญาณ WiFi ได้ในตัว
· LED Plus ทีวีแอลอีดี ให้ภาพสีสันสดใส มีมิติสมจริง
· Micro Pixel Control ควบคุมการแสดงผลของเม็ดพิกเซลแบบจุดต่อจุดเพิ่มความคม ชัด ลึกของภาพ ช่วยประหยัดพลังงาน
· Motion Clarity Index 400 แสดงภาพเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น
· Resolution Up-Scaler Basic เพิ่มความคมชัดของคอนเทนต์ที่มีรายละเอียดต่ำให้มีความคมชัดมากขึ้นแม้บนจอทีวีขนาดใหญ่
· Intelligent Sensor เซนเซอร์ปรับคอนทราสต์ ความสว่าง และสี แสดงภาพที่เหมาะสมอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมภายในห้อง
· Clear Voice II ปรับเสียงสนทนาให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
· HDMI 4 ช่อง, USB (2.0) 3 ช่อง

คุณสมบัติของเครื่องบลูเรย์ BP620

· เครื่องเล่นบลูเรย์สามมิติ รองรับแผ่น 3D BD, BD-R/RE , DVD+-R/RW, CD-R/RW
· รองรับไฟล์บีบอัดประเภท AVCHD, AVI, MPEG, MKV, DivX HD, MP3, WMA, JPEG, PNG, WMV, GIF
· เล่นไฟล์ภาพยนตร์ที่ต้องการจาก External HDD ได้ทันทีผ่านช่องต่อ USB
· รองรับการแสดงภาพความละเอียด Full HD 1,080p
· 1080p up-scaling เพิ่มความคมชัดของคอนเทนต์ที่มีรายละเอียดต่ำให้มีความคมชัดมากขึ้น (เฉพาะการเชื่อมต่อผ่านสาย HDMI เท่านั้น)
· รองรับการใช้งาน Smart Phone Remote Control ควบคุมชุดเครื่องเสียงผ่านโทรศัพท์มือถือ
· Built-in Wi-Fi รองรับสัญญาณ WiFi ได้ในตัว
· Smart Share สามารถแชร์คอนเทนต์ต่างๆกับอุปกรณ์ไฮเทคได้โดยไม่ต้องใช้สายสัญญาณ (Wi-Fi Direct, DLNA)
· Smart TV รองรับการเชื่อมต่อคอนเทนต์คุณภาพชั้นนำทั้งจากไทยและทั่วโลกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ท
· HDMI output 1 ช่อง, USB (2.0) 1 ช่อง

[ข่าวลือ] Samsung เล็งจับ Galaxy S III เปลี่ยนโฉมเป็นกล้องดิจิตอล ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

images_13460796391

หลังจากที่ Nikon เปิดตัว Nikon Coolpix S800c กล้องคอมแพครัน Android ที่สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi และแชร์ภาพลง social network อย่าง Facebook และ Twitter ได้ กันไปแล้ว (ข่าวเก่า) ล่าสุด ก็มีข่าวว่า Samsung เองก็สนใจที่ผลิตกล้องคอมแพค ที่รันระบบปฏิบัติการ Android ด้วยเช่นกันครับ โดยการนำเอา Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) มาดัดแปลงให้เป็นกล้องคอมแพค และใช้ชื่อว่า Samsung Galaxy S camera

โดย Samsung Galaxy S camera จะมาพร้อมหน้าจอขนาด 4.8 นิ้ว แบบ Super AMOLED รูปร่างคล้าย Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) แต่หนากว่า เนื่องจากมีส่วนประกอบของกล้องถ่ายรูปนั่นเอง ส่วนเซนเซอร์กล้องนั้น ความละเอียดอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล ซูมได้ 10 เท่า ไฟแฟลช Xenon และรันระบบปฏิบัติการ Android 4.0 ICS

นอกจากนี้ Samsung Galaxy S camera จะมีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน คือ รุ่นที่รองรับ Wi-Fi และรุ่นที่รองรับ Wi-Fi + 3G ซึ่งรุ่นที่รองรับ Wi-Fi + 3G นั้น จะใช้ได้แต่ data package เท่านั้น ไม่สามารถโทรออกได้นะครับ ส่วน Samsung Galaxy S camera จะมีเปิดตัวในงาน IFA 2012 หรือไม่ ต้องคอยติดตามครับ

Samsung Galaxy S 3 เพิ่มสีใหม่ สีเทา Titan Grey เตรียมเปิดจำหน่ายเร็วๆ นี้

images_13461293681

หลังจากที่มีการเปิดพรีออเดอร์ Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) สีดำ ที่ร้าน MobileFunร้านค้าออนไลน์ในสหราชอาณาจักร เอาใจคนชอบสมาร์ทโฟนสีดำกันไปแล้ว (ข่าวเก่า) ล่าสุด มีข่าวว่า Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) เตรียมเปิดตัวสีใหม่อีก 1 สี นั่นก็คือ สีเทา Titan Grey ครับ ทำให้ตอนนี้ Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) มีทั้งหมด 5 สีด้วยกัน ซึ่งได้แก่ สีขาว Marble White, สีน้ำเงิน Pebble Blue, สีแดง Garnet Red, สีดำ และสีเทา Titan Grey

สำหรับกำหนดการเปิดตัว Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) สีเทา Titan Grey คาดว่า จะเปิดให้จับจองกันระหว่างวันที่ 10-16 กันยายนนี้ แต่ยังไม่มีข้อมูลระบุว่า มีประเทศอะไรบ้าง ส่วนสเปค Samsung Galaxy S III (Samsung Galaxy S 3) สีเทา Titan Grey เหมือนกับสีอื่นทุกประกาศครับ

แหล่งที่มาจาก  http://www.techmoblog.com

Samsung เผย การตัดสินคดีสิทธิบัตร ไม่มีผลต่อการขายชิ้นส่วนให้ Apple

images_13461344371

หลังจากที่สัปดาห์ก่อน Samsung ต้องพบกับความพ่ายแพ้อย่างหนัก เมื่อศาลสหรัฐฯ ตัดสินให้ Samsung ละเมิดสิทธิบัตร Apple ถึง 6 ใบด้วยกัน ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Samsung หลายประเภท ต้องถูกระงับการจำหน่ายในสหรัฐฯ ซึ่ง Samsung เองก็เตรียมอุทธรณ์เรื่องนี้ไว้แล้วเช่นกันครับ โดยการตัดสินคดีสิทธิบัตรดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายมองว่า แล้วความสัมพันธ์ระหว่าง Apple กับ Samsung ในฐานะคู่ค้าคนสำคัญ จะเป็นอย่างไรต่อไป เนื่องจากชิ้นส่วนของผลิตภัณฑ์ Apple หลายอย่าง ต่างผลิตโดยบริษัท Samsung นั่นเอง

โดยเรื่องนี้ ได้รับการเปิดเผยจากสำนักข่าวรอยเตอร์ หลังจากโทรศัพท์ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารายใหญ่ของ Samsung ว่า คำตัดสินดังกล่าว ไม่มีผลใดๆ ต่อการค้าขายชิ้นส่วนอุปกรณ์ ระหว่าง Apple กับ Samsung ครับ ซึ่ง Apple ยังคงเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ Samsung ต่อไป และรับออเดอร์การผลิตจาก Apple อยู่อย่างต่อเนื่องครับ ว่ากันว่า Samsung ทำรายได้จากการผลิตชิ้นส่วนให้กับ Apple ถึง 13,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว

Dropbox เปิดให้ใช้ระบบ Two-step verification แล้ว พร้อมวิธีการเปิดใช้งานด้านใน

images_13438084841

หลังจากที่ Dropbox ออกมายอมรับว่า ระบบโดนแฮกจริงเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา (ข่าวเก่า) ล่าสุดDropbox ได้เพิ่มระบบการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานแบบใหม่ เป็นแบบ Two-step verification ซึ่งผู้ใช้งาน จะต้องทำการยืนยันการเข้าใช้งาน 2 ขั้นตอน นอกเหนือจากการล็อกอินเพียงอย่างเดียว ซึ่งตอนนี้ ระบบดังกล่าวได้เปิดใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

มาดูวิธีการเข้าใช้งาน ระบบ Two-step verification บน Dropbox กันครับ

** ก่อนที่จะเปิดใช้งานระบบดังกล่าว ต้องแน่ใจว่า desktop client เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแล้ว ถ้าหากยังไม่ใช่เวอร์ชั่นล่าสุด สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

วิธีการเข้าใช้งาน ระบบ Two-step verification บน Dropbox

1) ล็อกอินเข้า Dropbox website
2) คลิ๊กที่ชื่อผู้ใช้งานบนมุมขวา เพื่อเข้าสู่ account menu
3) เลือก Settings จากนั้นให้คลิ๊กที่ Security tab
4) ตรงกรอบของ Account sign in จะเห็นคำว่า Two-step verification ให้เปลี่ยนจาก Disable เป็น Enable ครับ images_13461413381

หลังจากปลดล็อค Two-step verification แล้ว จะมีให้เลือกยืนยันตัวตนผู้ใช้อีก 1 ขั้นตอนครับ เป็นขั้นตอนของ security codeซึ่ง Dropbox จะมีให้เลือกใช้ 2 อย่าง ก็คือ ยืนยันด้วยตัวเลขที่ส่งผ่าน SMS หรือ ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น เพื่อนำตัวเลข token ที่เป็นรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว มาใช้แทน แบบนี้ครับ

การส่งรหัสผ่านทาง SMS

images_13461414782

ถ้าหากเลือกวิธีนี้ ให้เลือกประเทศ และเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการจะให้ส่งรหัสผ่านทาง SMS ซึ่งหลังจากที่ผู้ใช้งาน ได้ล็อกอินเข้าใช้ Dropbox ตามปกติแล้ว ระบบจะทำการส่งรหัสแบบตัวเลข ผ่าน SMS ให้ทันที ให้นำตัวเลขที่ได้รับดังกล่าว มากรอกครับ

ใช้รหัสผ่านจากแอพพลิเคชั่น

images_13461415083

วิธีนี้ จะเป็นการ gen ตัวเลขคล้ายๆ รหัส token (ท่านใดที่เล่นเกม Diablo III แล้วเปิดใช้งานการล็อกอินด้วยวิธีนี้ น่าจะเข้าใจครับ) ซึ่งระบบจะทำการ gen ตัวเลขมาให้ แล้วให้ผู้ใช้งานนำตัวเลขไปใส่อีกที ถือว่า เป็นวิธีที่ปลอดภัยเช่นกัน แต่วิธีการนี้ จะดีกว่าตรงที่ แม้ว่าในตอนนั้นจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ แต่ก็ยังสามารถใช้ตัวเลข token นี้ได้ ผิดกับวิธีบนที่ส่งผ่าน SMS จำเป็นต้องใช้สัญญาณโทรศัพท์ครับ

ข้อควรจำ

ก่อนที่จะเปิดใช้งาน Two-step verification ผู้ใช้งานจะได้รับรหัส backup code จำนวน 16 หลัก ซึ่งจะต้องจดและเก็บไว้ในที่ปลอดภัย มีไว้ใช้งานในกรณีที่ทำโทรศัพท์หาย หรือไม่สามารถ gen รหัส security code ได้ ซึ่งรหัส 16 หลักนี้ ใช้สำหรับ back up ข้อมูลบน Dropbox ครับ

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีการลบข้อมูลตำแหน่ง Location ที่เคยทวิตไว้แล้ว ออกจาก twitter

location

ระหว่างที่คุณกำลังเดินทางไปกินข้าวไปและทวิตเตอร์ไป บางครั้ง twitter ก็จะใส่ข้อมูล Location ระบุตำแหน่งพี่กัดไว้ด้วย ว่าตอนนั้นคุณอยู่ที่ไหน เพราะบางแอพพิเคชั่นอื่นๆที่ไม่ใช่ twitter จะทำงานใส่พิกัดตำแหน่งที่คุณอยู่ลงไปในข้อความ twitter ด้วย ซึ่งมันจะมีโอกาสที่ข้อมูลส่วนตัวหลุดออกมา โดยเฉพาะตามบ้านของคุณ หรือบ้านเพื่อนคนอื่นๆด้วย

ถ้าคุณต้องการแบบส่วนตัวจริงๆคุณอาจเลือกลบข้อความทวิตเตอร์ทั้งหมดของคุณก็ได้ แต่เราจะไม่ให้คุณทำเช่นนั้น เราจะเหลือแค่ข้อความที่คุณเคยทวิตไว้ แต่จะลบ Location ตำแหน่งต่างๆที่ระบุใส่ใน twitter ออกทั้งหมด เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ของคุณได้มากขึ้น

twitter

เริ่มจากเข้าไปที่เว็บไซต์ twitter.com ผ่านทางเว็บบราวเซอร์ แล้วทำการ Sign In เข้าสู่ระบบ ด้วยชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านของคุณ

twit01

 

จากนั้นคลิกที่รูปคนบริเวณขวาบนดังรูป แล้วเลือกที่ Settings  เพื่อเข้าสู่หน้าการตั้งค่าบัญชีของเราtwit02

แล้วให้ไปดูบริเวณ โซน tweet Location (ตรงกรอบสีฟ้าๆ นี้ )

twit03

จะพบว่ามี ช่อง Add Location My Tweet ซึ่งหากติ๊กเครื่องหมายถูกไว้ แอพ twitter หรือเว็บไซต์ twitter จะสามารถระบุใส่ Location ที่คุณยืนอยู่ได้ ดังนั้นขอแนะนำ เอาเครื่องหมายถูกออก จากช่อง Add Location My Tweet ไว้ดังตัวอย่างรูปนี้      และหากต้องการลบข้อมูล Location ทั้งหมดที่คุณเคยทวิตไว้ ก็คลิกที่  Delete all location information. เพียงเท่านี้ข้อมูลตำแหน่งพิกัดที่เคยระบุไว้บน twitter จะถูกลบทั้งหมด โดยหากคุณทวิตไว้เยอะ จะใช้เวลาในการลบ Location ทั้งหมด ประมาณ 30 นาที ซึ่งในระหว่างขึ้นข้อความรอ 30 นาที คุณสามารถไปดูส่วนอื่นๆของ twitter หรือ เข้าเว็บไซต์อื่นได้

Surface โฆษณาผ่านงานศิลปะข้างถนน

แม้จะมีข่าวว่า ไมโครซอฟท์อาจจะไม่เปิดตัว Surface แท็บเล็ต Windows RT ในงานเปิดตัว Windows 8 วันที 26 ตุลาคม ศกนี้ แต่ฝ่ายการตลาดของบริษัทก็เริ่มประชาสัมพันธ์ Surface ออกมาให้เห็นบ้างแล้วเล็กน้อย โดยใช้เทคนิคในการโฆษณาผ่านศิลปะบนท้องถนนด้วยการแสดงภาพวาดลายเส้นของเซอร์เฟซบนกำแพงตืกในมหานครนิวยอร์ก

Microsoft-Surface-ad-show-off-as-street-art-2

ในขณะที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องของราคา ตลอดจนรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของ Surface ออกมาให้ทราบแต่อย่างใด แต่งานศิลปะข้างถนนที่เป็นภาพลายเส้นก็เผยให้เห็นว่า Surface จะมีคีย์บอร์ดอย่างน้อยสามสีด้วยกันคือ ฟ้า ชมพู และแดง ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ภาพลายเส้นที่ปรากฎบนกำแพง หรือด้านข้างของตึกจะเหมือนกับที่หลายคนได้เห็นบนเค้กในงานเลี้ยงฉลอง Windows 8 ของไมโครซอฟท์

Microsoft-Surface-ad-show-off-as-street-art-3

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวได้ติดต่อกับทางไมโครซอฟท์ เพื่อยืนยันความชัดเจนว่า ทางบริษัทมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานศิลปะ (หรือโฆษณา) เหล่านี้ หรือไม่ แต่ก็ยังไม่มีการตอบรับ หรือปฏิเสธแต่อย่างใด ซึ่งจะว่าไปแล้ว เทคนิคการนำเสนอโฆษณาผ่านงานศิลปะข้างถนนในครั้งนี้ ทางไมโครซอฟท์ได้เคยทำเมื่อครั้งเปิดตัว MSN ในปี 2002 และ Windows Phone 7 ในปี 2010 โดย MSN จะใช้เป็นภาพผีเสื้อทีปรากฎบนทางเท้า ไฟสัญญาณจราจร และป้านยหยุด ซึ่งมันคงไม่แปลกที่ทางบริษัทจะใช้เทคนิคนี้อีกครั้งในการประชาสัมพันธ์ Surface เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่ำ และได้ผลของการมองเห็นคุ้มค่า

Microsoft-Surface-ad-show-off-as-street-art-4

OwnFone ออกแบบ"มือถือ"ของคุณเอง

แก็ดเจ็ต (Gadget) ไอเดียแหล่มๆ ที่นำมาฝากกันเช้านี้ เห็นแล้วทำให้นึกถึง John's Phone ที่เคยนำมาโชว์ในงาน COMMART เมื่อปีที่แล้ว โดยมันเป็นมือถือที่มาพร้อมกับแอดเดรสบุ๊กที่เป็นกระดาษ และใช้ปากกาจด แต่สำหรับ OwnFone จากเมืองผู้ดีจะมาแปลกแตกต่าง และสนุกกว่าตรงที่มันไม่ได้พร้อมกับ"ปุ่มกดหมายเลข 0 - 9" แต่เป็นปุ่มกด"ชื้อ"ของคนสนิทชิดเชื้อตั้งแต่ พ่อ แม่ แฟน เพื่อนรัก เรียกได้ว่า อยากโทรหาใครก็กดปุ่มบนชื่อนั้นได้เลย

ownfone-no-number-button-use-people-name-button-2

นอกเหนือจากความเรียบง่ายที่ตอบโจทย์การใช้สมาร์ทโฟนทั้งเด็ก และผู้สูงวัยแล้ว มันยังให้ลูกค้าได้สนุกกับการออกแบบ OwnFone ทั้งสีสัน จำนวนปุ่มกดพร้อมชื่อบุคคลต่างๆ และการเลือกแพคเกจบริการผ่านเว็บไซต์ได้อีกด้วย ซึ่งการออกแบบให้มันใช้ปุ่มกดที่เป็นชื่อแทนทำให้ผู้ใช้สามารถกดโทรหาได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย นับเป็นไอเดียที่ง่าย แต่ได้ใจไปเต็มๆ เนื่องจากงานนี้ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลว่า เด็กเล็กจะจำเบอร์โทร หรือหารายชื่ในแอดเดรสบุ๊กไม่ได้ หรือผู้ใหญ่จะหาเบอร์โทรไม่เจอ อีกต่อไป

ownfone-no-number-button-use-people-name-button-3

OwnFone จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าอต้องการให้มีปุ่มสำหรับติดต่อบุคคลต่างๆ จำนวน 2, 4, 8 หรือ 12 คน โดยปุ่มพร้อมชื่อของทุกคนจะปรากฎอยู่บนด้านหน้าเครื่อง และด้วยการที่ทางบริษัทเปิดให้ผู้ใช้สามารถเลือกแบบสีสันได้ แต่หากคุณไม่พอใจแพทเทิร์นของแบคกราวด์ที่มีให้เลือก คุณก็สามารถอัพโหลดรูปภาพขึ้นไปได้อีกด้วย ทำให้ OwnFone กลายเป็นมือถือที่ออกแบบโดยผู้ใช้สมกับชื่อของมันจริงๆ ในรุ่นปัจจุบันจะรองรับการพิมพ์ชื่อบนปุ่ม แต่ในอนาคตจะมีรุ่นที่พิมพ์เป็นภาพใบหน้า หรือแม้แต่การพิมพ์เป็นอักษรเบลล์สำหรับผู้พิการทางสายตาอีกด้วย OwnFone หนาแค่ 0.28 นิ้ว และหนักเพียง 40 กรัมคล้องคอได้อย่างสบาย แบตเตอรี่ทีใช้เป็นแบบชาร์จ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปที่เว็บไซต์ OwnFone สนนราคาเครื่องอย่างเดียวอยู่ที่ 87 เหรียญฯ หรือประมาณ 2,700 บาทครับ

ใช้ Wi-Fi ตรวจจับ"รถยนต์"ไม่ให้ชนกัน

ในขณะที่กูเกิ้ล (Google) พัฒนารถยนต์ที่ขับได้เองโดยอัตโนมัติ เพื่อใช้ในการเดินทางไปทำงาน ซึ่งแม้ว่า มันใกล้ความเป็นจริงมากแล้ว แต่ถ้าผลิตออกมาจำหน่ายราคาของมันก็คงจะสูงปรี๊ดจนเอื้อมไม่ถึง ล่าสุดทางทีมวิจัยจากมหาวิทยาลับในมิชิแกนได้ประกาศถึงแผนการทดสอบระบบปลอดภัยทางจราจรโดยอัตโนมัติทีใช้แค่สัญญาณ Wi-Fi

connected-car-detects-car-crash-via-Wi-Fi-2

Connected Vehicles เป็นชื่อเรียกของระบบทดสอบที่เป็นผลงานร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัยทางด้านการคมนาคมของมหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกนกับกรมการขนส่งในสหรัฐฯ โดยแนวคิดของ Connected Vehicle จะเป็นการทดลองให้รถยนต์จำนวน 3,000 คันในย่าน Ann Arbor สามารถสื่อสารกันเองได้ผ่านการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น และปรับปรุงสภาพการจราจรโดยรวมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ่น โดยในการทดสอบครั้งนี้จะมีอาสาสมัครที่เป็นคนขับรถเมล์ รถยนต์ส่วนตัว และรถบรรทุก เข้ามาร่วมโครงการด้วยกัน ซึ่งระบบการเตือนจะมีตั้งแต่การให้ข้อมูลระหว่างรถยนต์ด้วยกัน และรถยนต์กับอุปกรณ์สื่อสารที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อตรวจจับการชนที่อาจเกิดขึ้นได้ในไม่ช้า (ความเร็วรถยนต์ที่อยู่ใกล้กัน) รวมถึงการเปลี่นช่องทางวิ่งในจุดบอดที่อาจมองไม่เห็นโดยรถยนต์คันอื่น

connected-car-detects-car-crash-via-Wi-Fi-3

ทั้งนี้การสื่อสารระหว่างรถยนต์ด้วยกัน และรถยนต์กับอุปกรณ์ทีใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการตรวจสอบทั้งหมดจะเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi  ในส่วนของโปรแกรมนำร่องจะใช้เวลาทดสอบประมาณ 1 ปี เพื่อดูว่า การใช้ระบบง่ายๆ นี้จะช่วยลดอุบัติเหตุการชนของรถยนต์ด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่? ในขณะเดียวกัน ระบบดังกล่าวจะช่วยให้จราจรสามารถเคลื่อนทีได้คล่องตัวขึ้นได้อย่างที่คาดหวัง หรือไม่? ก่อนที่ทางทีมงานจะตัดสินใจใช้เทคโนโลยีนี้กับการจัดการความปลอดภัยของจราจรบนทางด่วนในประเทศที่มีขนาดของการใช้ระบบที่ใหญ่กว่ามากในอนาคต

กูเกิ้ลอัพเดทปุ่ม"ดีใจจัง ค้นแล้วเจอเลย"

กูเกิ้ล (Google) อัพเดทบริการหลายๆ ส่วนอย่างสม่ำเสมอตลอดมา แม้แต่ปุ่ม "ดีใจจัง ค้นแล้วเจอเลย" (ที่อยู่ถัดจากปุ่ม "ค้นหาด้วย Google") บนหน้าโฮมเพจ โดยล่าสุดทางบริษัทได้ทำการเพิ่มลูกเล่นการค้นให้มันฉลาดมากขึ้น แถมยังสนุกกว่าเดิมอีกด้วย

google-updates-I-am-feeling-lucky-button-2 (1)

ปกติเมื่อคลิกปุ่ม I'm feeling lucky ของ google สิ่งทีเกิดขึ้นคือ บริการเสิร์ชจะคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์เป้าหมายที่่น่าจะเป็นคำตอบที่ตรงกับที่ต้องการให้ทันทีเลย แทนการแสดงหน้ารายกรผลลัพธ์ (SERP) ซึ่งล่าสุดทางบริษัทได้อัพเดทความสามารถให้กับปุ่มนี้ เพื่อช่วยให้คุณผู้อ่านสามารถพบคำตอบที่ต้องการได้เร็วขึ้นกว่าเดิม แถมยังมีตัวเลือกในการค้นหาที่มากกว่าแค่คำว่า "โชคคี" (Lucky) สำหรับคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการค้น

google-updates-I-am-feeling-lucky-button-3

สำหรับการอัพเดทความสามารถของปุ่ม I'm feeling lucky ทางบริษัทได้เพิ่มทางเลือกของการค้นด้วยวิธีนี้ ด้วยการสุ่ม (random) เงื่อนไขการค้นอื่นๆ เมื่อผู้ใช้เลื่อนพอยน์เตอร์เมาส์ขึ้นไปบนปุ่ม ตัวอย่างเงื่อนไขการค้นบนปุ่มนี้ที่เปลี่ยนแปลงจากการสุ่มก็เช่น I'm Feeling Hungry, I'm Feeling Trendy และ I'm Feeling... อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งผลจากการเปลี่ยนเงื่อนไขคำตอบ จะส่งผลให้คุณได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปด้วย  โดยความหมายปุ่มกดที่เปลี่ยนไปตามเงื่อนไขต่างๆ มีดังนี้

  • I'm Feeling Stellar - หากปรากฎข้อความนี้บนปุ่ม เมื่อคลิก มันจะพาคุณเข้าไปยังแกลอรี่ภาพถ่ายด้วยกล้องส่องทางไกล Google Earth Hubble
  • I'm Feeling Puzzled - ปุ่มนี้จะพาคุณไปยังหน้าค้นหาปริศนาประจำวัน Google A Day
  • I'm Feeling Trendy - ปุ่มนี้จะทำให้คุณได้พบกับหน้าผลลัพธ์ Hot Searches (เขาค้นอะไรกันมากที่สุดในขณะนี้)
  • I'm Feeling Artistic - ปุ่มนี้จะพาไปยังไซต์ Google Art Project
  • I'm Feeling Hungry - ถ้าคลิกปุ่มนี้ คุณจะพบกับหน้าผลลัพธ์ของร้านอาหาร พร้อมแผนที่แสดงตำแหน่งร้านที่อยู่ใกล้คุณ 
  • I'm Feeling Playful - ปุ่มนี้จะพาไปยังแกลอรี่ของ Google Doodles ที่โต้ตอบได้
  • I'm Feeling Doodley - ปุ่มนี้จะคล้ายกับปุ่มที่แล้ว แต่เป็นการเข้าไปยังหน้ารวม Google Doodles
  • I'm Feeling Wonderful - หากคลิกปุ่มนี้ กูเกิ้ลจะพาคุณไปยังโครงการ Google Word Wonders (สิ่งมหัศจรรย์บนโลก)

อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ผู้ใช้บ้านเรายังไม่สามารถใช้คุณสมบัติใหม่ของปุ่มนี้่ได้ คงต้องรอติดตามดูกันอีกทีนะครับ ตอนนี้ก็ดูคลิปสาธิตการใช้งานกันไปก่อน